กลอนด่าคน

posted on 13 Jan 2012 22:33 by arachan  in Diary
วิชาชีพ มีไว้ใช้ หาเลี้ยงชีพ
วิชามาร มักพาชีพ สู่ชิบหาย
งานของใคร ใคร่บรรจง ทำลงไป
งานอื่นไซร็ ช่วยเขาได้ พอผ่อนแรง
แม่งไม่ใช่ ว่างานตัว ตัวไม่รู้
งานชาวบhาน ทำเป็นสู่ แย่งเอาหน้า
ใครก็รู้ งานตัวไม่ รอดชีวา
เสือกยังมา เอางานคน อื่นถดไป
เลิกทำตัว ถ่วงลงน้ำ เขาเสียที่
ถ้าถึงที คงไม่มี คนไว้หน้า
เอาความดี เข้าตนไว้ ทุกเพลา
ความร้ายมา ช่วยแก้ต่าง พอบรรจง
คนทำงาน จักได้ปลื้มลืมความชั่ว
ถ้ายังมัว หลงผิด คิดไม่สน
เอาแต่ได้ เอาแต่ตัว ชั่วลืมคน
จะพาตน ชิบหาย จนตายเทอญ

edit @ 13 Jan 2012 22:39:19 by arachan

บ้าน คือวิมานของเรา...

posted on 05 Oct 2011 09:54 by arachan  in Crazy-Bitch
หลังจากสู้ทนฟันฝ่า หาบ้านใหม่.... ไปดูตามโครงการต่างๆ ไม่โดนใจ เลยออกตระเวณหาบ้านมือหนึ่ง (แน่นอนว่าเจ้าของบ้านซื้อจากโครงการแล้วรอขายเรียกมือสองคงไม่ได้เพราะคงไม่มีเจ้าของบ้านมาก่อนหน้านี้หลายคน) ซึ่งก็พลาดหวังไปหลาย เอาหลังเด่นๆ ที่ไปดูก็แล้วกัน
 
หลังแรกที่ไปดู เป็นบ้านมือหนึ่งซอย 76 (รัชดาสวนธน) สภาพบ้าน 80% ชั้นสามรั่ว บันไดไม้ ครัวต่อเติม... บอกเจ้าของบ้านว่า ยังไง ขอตัดสินใจก่อน ผ่านไป 1 สัปดาห์ เขาก็บอกว่า ขายไปแล้ว
 
หลังที่ 2 เป็นทาวเฮาส์ในหมู่บ้านสินทวีสวนธน 3 ทาสีแล้ว ต่อเติมครัว สภาพเดิมๆ แต่แคบ 16 ตารางวา อันนี้ประกาศขายผ่านนายหน้า ราคาพอสู้ แต่ขอตัดสินใจก่อน
 
หลังที่ 3 ทาวน์เฮาส์ 3 ชั้นอีกเช่นกัน ซอย 81... ดูเหมือนจะมีปัญหา เพราะเจ้าของบ้านมีหลายคน พวกญาติๆเขาน่ะแหละ เร่งรัดการขายเกินไป ทั้งที่ยังไม่ย้ายออก สุดท้ายติดปัญหาคุยกันไม่รู้เรื่อง ขอผ่าน
 
หลังที่ 4  ไปดูที่ ซอย 89/1 หมู่บ้านทรัพย์สมบูรณ์ ลึก น้ำท่วม แม้ว่าราคาจะแค่ทาวน์เฮาส์แต่ได้บ้านเดียวก็ตาม
 
หลังที่ 5-6 บ้านในหมู่บ้านเพ็ญพร แม้จะสวยงาม น่าอยู่ แต่ไม่คุ้นทาง
 
สุดท้าย มาเจอทาวน์เฮาส์ซอย 121 ขายผ่านนายหน้า เจ้าของบ้านย้ายออกนานมากแล้ว บิลอินหลายอย่าง ดั้มพ์ราคามาสองรอบก็ยังขายไม่ออก สามีเจอข้อมูล โทรถาม วันเสาร์ต่อมาพาไปดู ทำสัญญา วันจันทร์ยื่นเอกสาร  เดือนต่อมายื่นกู้ผ่าน โอนบ้าน เสร็จสรรพใช้เวลาแค่ 60 วัน...
 
 
Home Sweet Home....
 
สภาพดั้งเดิมของบ้าน...
 
ห้องนอนชั้น 2
 
บันใดสวยมาก
ครัวพร้อมที่ดูดควัน
 
สภาพบ้านโดยรวม
 
 

สาวน้อยฟันบิ่น

posted on 25 Mar 2011 20:14 by arachan
ครูบอกว่า เ๊ธอสะดุดขาพี่ๆที่นั่งกินข้าวอยู่ ปากจิ้มพื้นเลือดกลบปาก ครูก็เลยมัวแต่ซับเลือดไม่ได้ดูว่าฟันบิ่น จนกระทั่งบ่าย .... T T
 

edit @ 25 Mar 2011 20:17:10 by arachan

edit @ 6 Apr 2011 16:12:46 by arachan

มาแอ๊บแบ๊วกันเถอะ

posted on 24 Apr 2008 10:38 by arachan  in Something

ได้มาจาก Forword mail อีกแล้ว ฮา...

 

Apr 21, '08 11:16 AM
by [Noong Maeng] for everyone

วันนี้มีวิธีสอนถ่ายรูปแอ็บแบ๊วมาฝาก (ได้จาก fwd mail มา)
อ่านเสร็จแล้วก็ทำตามด้วยนะ แล้วจะมาดูการบ้าน

พูดจริงๆน่ะนี่

ไอ้เหม่ง
---------------------------------------------------------------

ที่มาของการถ่ายรูปแอ๊บแบ๊ว...

การถ่ายรูปแอ๊บแบ๊วเป็นส่วนผสมของการถ่ายรูปบุคคล (หรือ Portrait)
กับภาพ Close-up โดยไม่ทราบที่มาแน่ชัด แต่หลักการของการถ่ายรูป
แอ๊บแบ๊วนั้น จัดได้ว่าถ่ายง่ายมาก แต่บางทีก็ติดที่ข้อจำกัดของตัวแบบเอง
หรือขีดความสามารถทางด้านการสร้างสรรค์มุมกล้อง และมันสมองคนถ่าย
ซึ่งก็มีทฤษฎีหนึ่งที่เชื่อกันว่า ท่าทางแอ๊บแบ๊วนั้นมาจากพฤติกรรมของสัตว์
โดยเฉพาะสัตว์น้ำครับ ซึ่งผมจะอธิบายไว้ในช่วงถัดไปว่ามันมีที่มายังไงอีกที
แล้วผลก็คือเมื่อนำมารวม ๆ กันแล้วก็จะได้ท่าที่เรียกได้ว่า 'แอ๊บแบ๊ว' ออกมา
กลายเป็นมุมกล้องที่ดูน่ารัก น่าหยิกที่สุด เท่าที่สมองมนุษยชาติ(บางคน)จะคิดได้


อุปกรณ์ก่อนแอ๊บแบ๊ว

กล้องถ่ายภาพ ซึ่งก็ควรจะเป็นกล้องโทรศัพท์มือถือ หรือกล้อง Compact เท่านั้น
เพราะการใช้กล้องระดับ Digital SLR นั้น มีแต่จะก่อให้เกิดอุปสรรคในการถ่ายรูป
ถ้ากล้องไม่ตกใส่กบาลจนหัวแตกเลือดซิบ แขนที่ถือกล้องอยู่ก็อาจมีกล้ามขึ้นได้
ที่สำคัญไม่ได้ไปถ่ายภาพสารคดีหมีควาย ไม่ต้องไปใช้กล้องเทพระดับพระเจ้าก็ได้


หมายเหตุ : กล้องเว็บแคมก็ได้น่อ

หลักการแห่งการถ่ายรูปแอ๊บแบ๊ว

การถ่ายภาพแอ๊บแบ๊วนั้นไม่ยาก แต่ถ่ายอย่างไรให้ดูน่าหยิกอันนี้สิที่ยากยิ่งกว่า
เนื่องจากบางคนหน้าตาชวนให้แสดงออกพฤติกรรมที่รุนแรงยิ่งกว่าหยิกหรือจับ
หลักการดังกล่าวจะช่วยให้ท่านแอ๊บแบ๊วได้ง่ายดายแม้หน้าตาท่านจะ Abnormal
โดยรูปแบบการถ่ายภาพแอ๊บแบ๊วนั้นมีหลักการง่าย ๆ (แต่สำคัญ)ในการถ่ายดังนี้

1.) มุมแอ๊บแบ๊ว

ซึ่งมุมกล้องแบบนี้เราเรียกว่าอีกอย่างว่ามุมกล้องแอ๊บแบ๊ว หรือ Abbeaw Shot
คือคนจะแอ๊บแบ๊วได้ต้องใช้มุมกล้องในพิกัดนี้เท่านั้น เนื่องจากผมยังไม่เคยเห็นคน
แอ๊บแบ๊วคนไหนจะถ่ายแบบสะพานโค้ง หรือแบบลอดขาถ่าย เราจึงกะระยะได้เท่านี้
ที่สำคัญมุมกล้องนี้ถ่ายเองได้ เพราะสามารถใช้มือเดียวในการกดชัตเตอร์ได้สบาย ๆ
โดยมุมที่นิยมมากที่สุดคือมุมสูง (ประมาณ 30o-50o) เพราะจะทำให้หน้าตาดูแบ๊วได้ใจ
ที่มุมกล้องในระดับนี้ได้รับความนิยม คาดว่าน่าจะมาจากปัจจัยที่ทำให้ใบหน้าโดดเด่นได้รูปเป็นที่สุด
มุมกล้องที่ถูกหลักมาตรฐานแอ๊บแบ๊วสากล


2.) การแต่งหน้าแอ๊บแบ๊ว

ถ้าท่านรู้ตัวว่าหน้าตาท่านไม่ดี เหมือนผีตายทั้งกลมชุบแป้งทอด ก็ขอให้ท่านแต่งหน้าด้วย
การแต่งหน้าแบบแอ๊บแบ๊วจะไม่ยากมาก ก็คือแต่งหน้าธรรมดา ๆ ไม่ต้องถึงขั้นลิเกนั่นแหละ
คือไม่ต้องรองพื้นมากเหมือนโรยปูนขาวในงานกีฬาสี เอาบาง ๆ ก็พอ ถ้าพ่อไม่ได้ทำแป้งขาย
ที่ต้องขับเน้นก็คือรอบดวงตา เพราะจะต้องทำตาโต เหมือนกับที่บ้านถูกหวยแจ๊กพ็อต 38 ล้าน
แก้ม...อันนี้สำคัญ ทางที่ดีแก้มควรจะมีสีแดงระเรื่อ เป็นแก้มก้นโดนเตะด้วยรองเท้า Combat
ริมฝีปาก อันนี้ก็ใช่ ให้ทาลิปมันไว้ด้วย อย่าให้คล้ำซีด ถ้าไม่มีลิปให้ต่อยปากเอา รับรองแดงได้ใจ
3.) การทำหน้าแอ๊บแบ๊ว

สำหรับการทำหน้าให้ถูกสนธิสัญญาแอ๊บแบ๊วสากลนั้น หลักใหญ่ใจความไม่ยากมากนักหรอก
คือการทำหน้ามันไม่ยากนะครับ มันก็จะประมาณเอาสัตว์น้ำหลาย ๆ ชนิดมาผสมข้ามพันธุ์กันดังนี้



ดวงตา : จะคล้าย ๆ ปลาตีน ใครเคยเห็นปลาตีนคงรู้ดี เพราะตามันโตใสแบ๊วมาแต่ไกลเลย
แก้ม : เหมือนปลาทอง แต่เป็นปลาทองตะกระที่อมซากุระไว้ในกระพุ้งแก้มแบบเต็มความจุนะ
ปาก : ปลาซัคเกอร์ (ปลาเทศบาล) คือทำปากให้ประมาณว่าจะเล็มตะไคร่ที่หน้าดินใต้น้ำได้สบาย ๆ
รวม ๆ แล้ว = จาจาบิงส์ จาก Star Wars: Episode I - The Phantom Menace...


4.) การจัดท่าทาง

บางคนการแสดงออกทางสีหน้ายังไม่แบ๊วพอ จึงต้องใช้ท่าทางเข้าช่วยเพื่อเสริมพลังแอ๊บแบ๊ว
โดยการออกไม้ออกมือจะช่วยท่านได้ การเอานิ้วจิ้มแก้ม หรือทำตัววี (Victory) เป็นท่าสิ้นคิด
ส่วนใหญ่แล้วก็ไม่หนีกันไปไหน ท่าก็จะสิ้นคิดคล้าย ๆ กัน บ่งบอกถึงระดับสติปัญญาคนทำท่า
ว่าลอก ๆ ตามกันมา จนกลายเป็นรูปแบบพื้นฐาน ใครคิดท่าอื่นจะผิดผี หาใช่วิถีแห่งแอ๊บแบ๊วไม่


5.) การตกแต่งภาพ

จากผลสำรวจบอกว่าร้อยละ 35% ขึ้นไปของผู้แอ๊บแบ๊ว จะต้องเอาภาพผ่านโปรแกรมตัดต่อรูป
เนื่องจากการถ่ายภาพแอ๊บแบ๊วส่วนใหญ่นั้น จะเป็นการถ่ายแบบ Close Up คือถ่ายระยะประชิด
ดังนั้นสิวเสิว ตีนกงตีนกา ขอบตาคล้ำมันจะออกมาหมด แถมบางทีจะชัดยิ่งขึ้นด้วยแสง Flash
จึงต้องนำเข้าสู่ Photoshop ในกระบวนการที่เรียกว่าลวงโลก...เอ้ย...การปรับลดจุดบกพร่อง...



คนที่ตัดต่อแต่งเติมได้ขนาดนี้ ไปเปิดคอร์สสอน Photoshop หาตังค์เลยดีกว่า...


ข้อเสียคือ...ใครเข้าสู่วิธีการนี้แล้ว 'มักหยุดไม่ได้' เพราะมันส์มือมาก แต่งภาพกันสนุกสนาน
มีสิวลบสิว มีตีนกาก็ทำหน้าเด้ง อ้วนไปก็บีบภาพซะ หน้าดำไปก็ทำให้สว่าง ซึ่งพอทำไปทำมาแล้ว
บางทีออกมาแล้วไม่ใช่คนเดิม หรืออาจถึงขั้น 'ไม่ใช่คน' คือใสมาก เหมือนตุ๊กตา ใสจนควายดูก็รู้ว่าแต่งภาพ
ดังนั้นเมื่อท่านเข้าสู่กระบวนการนี้แล้ว จึงควรกระทำอย่างมีจรรยาบรรณ พอเพียง และจิตสำนึกที่ดีต่อสังคมด้วยครับ
อ่านๆไปลองทำตามดู... ฮา...