2007/Apr/24

รู้ช้าไปเพราะเครื่องพัง แต่ยังทันเหตุการณ์...

บ่น เพราะเรื่องที่คนบางคนเห็นแก่ตัวเกินเหตุ...

เรื่องของเรื่องคือ เมื่อวานได้แวะเวียนไปอ่านบล๊อกของน้องคูลาล่าจัง แล้วสะดุดกับเรื่องของลิขสิทธิ์การทำหูแมว ซึ่ง อ้างไว้ในเวลลอร์ดหลายแห่ง โดยมีที่มาจากแหล่งเดียวกันคือ ที่นี่

http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=cosplay&topic=3785&page=1

ซึ่งการกระทำของบุคคลดังกล่าว ที่อ้างตนว่าได้จด "สิทธิบัตร" สินค้าและผลิตภัณฑ์ทั้งหลายแหล่อาธิ หูแมว โลลิแบนด์ เข็มขัดเจร๊อก และอื่นๆ อันนำมาซึ่งข้อถกเถียงมากมาย
**บ้างก็ว่า "หล่อนโกหก"

บ้างก็ว่า" อดใส่หูแมวแล้วสิ"

บ้างก็ว่า "จะเอาเรื่อง"

ต่างๆนานา

แต่ด้วยเหตุที่ อีชั้น แก่เกินแกง เอ้ย ไม่ใช่ เป็นอาวุโสในวงการ จึงได้นำเรื่องทั้งหมดที่เกิด มาวิเคราะห์ เจาะประเด็นที่ว่า

หูแมว หางแมวดังกล่าว สามารถแอบอ้างไปจดสิทธิบัตรคุ้มครองได้ จริงหรือ???

เรามาดูกัน

เริ่มจากสิทธิบัตร คืออะไรก่อน

สิทธิบัตร คือ หนังสือสำคัญที่ออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์ หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์

*** จากการวิเคราะห์*** คาดว่า ชี...She คงหมายถึงการจดสิทธิบัตร ในข้อ 2 ก .. อะ ต่อๆๆ

พ.ร.บ. สิทธิบัตรได้แบ่งประเภทสิทธิบัตรออกเป็น 2 ประเภท คือ

1) สิทธิบัตรการประดิษฐ์

สิทธิบัตรการประดิษฐ์ หมายถึง การให้ความคุ้มครองการประดิษฐ์คิดค้นที่เกี่ยวกับ

ก. ผลิตภัณฑ์ องค์ประกอบ ส่วนประกอบ สารประกอบ ระบบ อุปกรณ์

โครงสร้าง เครื่องมือเครื่องใช้ หรือกลไกของผลิตภัณฑ์

ข. กรรมวิธีในการผลิต หรือ การปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น

เช่น กรรมวิธีทำให้เครื่องสูบน้ำได้ดีขึ้น เป็นต้น

ค. การใช้ผลิตภัณฑ์หรือกรรมวิธีดังกล่าวข้างต้น

2) สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์

สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ หมายถึง การให้ความคุ้มครองความคิดสร้างสรรค์ที่เกี่ยวกับ

ก. รูปร่างลักษณะภายนอกของผลิตภัณฑ์

คือ ลักษณะหรือรูปทรงของผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นลักษณะ 3 มิติ คือความกว้าง ความยาวและความสูงของ ผลิตภัณฑ์ที่มองเห็นได้จากภายนอก ตัวอย่างเช่นรูปทรงของขวดน้ำหอม ซึ่งตัวขวดมีลักษณะเป็นรูปครึ่งวงกลม นาฬิกาข้อมือซึ่งมีหน้าปัทม์เป็นรูปสี่เหลี่ยม หรือ รูปร่างภาชนะต่างๆ ที่บรรจุสิ่งต่างๆไว้ข้างใน

ข. ลวดลายหรือสีของผลิตภัณฑ์

คือ ลวดลายหรือสีที่ทำให้เกิดขึ้นบนพื้นผิวภายนอกของผลิตภัณฑ์ ตัวอย่างเช่น ลวดลายของพรมปูพื้น ลวดลายของ ผ้ามัดหมี่ ลวดลายของแก้วน้ำ ลวดลายประตูโบสถ์ โดยการลงรักปิดทอง เป็นต้น

การประดิษฐ์ที่มีคุณสมบัติขอรับสิทธิบัตรได้

การประดิษฐ์ที่ขอรับสิทธิบัตรได้จะต้องประกอบไปด้วยลักษณะ 3 ประการ คือ

    1. เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่
    2. เป็นการประดิษฐ์ที่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น (Inventive Step)
    3. เป็นการประดิษฐ์ที่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรม (Industrial Applicability)

1.การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ (Novelty)

การประดิษฐ์ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์หรือกรรมวิธีที่ขอรับสิทธิบัตรได้นั้นจะต้องเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ พ.ร.บ. สิทธิบัตรได้ให้ความหมายเกี่ยวกับการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ โดยบัญญัติว่า

การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ได้แก่การประดิษฐ์ที่ไม่เป็นงานที่ปรากฎอยู่แล้ว

โดยคำว่างานที่ปรากฎอยู่แล้ว (Prior art) หมายถึงการประดิษฐ์ที่มีลักษณะดังนี้

ก. การประดิษฐ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตร

ข. การประดิษฐ์ที่ได้มีการเปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ที่ได้
แพร่หลายอยู่แล้วไม่ว่าในเรื่องนอกราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตรและไม่ว่าการ
เปิดเผยนั้นจะกระทำโดยเอกสารสิ่งพิมพ์ การนำออกแสดง หรือการเปิดเผยต่อ
สาธารณชนด้วยประการใดๆ ยกเว้นแต่ว่าการเปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียด
ที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย หรือ การเปิดเผยสาระสำคัญ
หรือรายละเอียดโดยผู้ประดิษฐ์ รวมทั้งการแสดงผลงานของผู้ประดิษฐ์ในงานแสดง
สินค้าระหว่างประเทศ หรือในงานแสดงต่อสาธารณชนต่อทางราชการ ให้ถือว่า
การเปิดเผยสาระสำคัญและรายละเอียดดังกล่าวได้ภายใน สิบสองเดือนก่อนยื่น
การขอรับสิทธิบัตร

ค. การประดิษฐ์ที่ได้รับสิทธิบัตรไว้แล้ว ไม่ว่าในเรื่องนอกราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตร

ง. การประดิษฐ์ที่ขอรับสิทธิบัตรไว้แล้วนอกราชอาณาจักรเป็นเวลาเกินกว่าสิบสองเดือนก่อนวันขอรับสิทธิบัตร แต่ยังมิได้มีการออกสิทธิบัตรให้

*** อันนี้ อาจจะมีในญี่ปุ่น

จ. การประดิษฐ์ที่มีการขอรับสิทธิบัตรไว้แล้วในราชอาณาจักรและผู้ขอได้ละทิ้งคำขอรับสิทธิบัตร แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของผู้ประดิษฐ์ร่วม และบุคคลอื่นซึ่งมิใช่ผู้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตร

2. ขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น (Inventive Step)

พ.ร.บ. สิทธิบัตร บัญญัติว่า การประดิษฐ์ที่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น ได้แก่การประดิษฐ์ที่ไม่เป็นที่ประจักษ์ได้โดยง่าย
แก่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับงานประเภทนั้น จากคำนิยามดังกล่าวอาจกล่าวอย่างง่ายๆ ได้ว่า

ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าการประดิษฐ์ดังกล่าวต้องมีการปรับปรุงให้ดีขึ้นและได้ผลที่ไม่คาดคิด (unexpect) อีกทั้งยังเป็นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากงานที่ปรากฎอยู่แล้วอีกด้วย

3. การประยุกต์ใช้ในทางอุตสาหกรรม (industrial Applicability)

การประดิษฐ์ที่ขอรับสิทธิบัตรได้ต้องเป็นการประดิษฐ์ที่สามารถประยุกต์ใช้ได้ในทางอุตสาหกรรมอาจสรุปได้ว่าการประดิษฐ์จะต้องเป็นผลิตภัณฑ์หรือกรรมวิธีที่สามารถทำให้เกิดขึ้น ได้จริงและเป็นสิ่งที่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม ตัวอย่างเช่น เครื่องจักรกลที่ผู้ประดิษฐ์ระบุสามารถใช้งานได้ตลอดเวลาโดยไม่มีกำหนดซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดกับหลักการทางวิทยาศาสตร์

พ.ร.บ. สิทธิบัตรระบุว่า การประดิษฐ์สามารถประยุกต์ใช้ได้ในทางอุตสาหกรรม ได้แก่ การประดิษฐ์ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางอุตสาหกรรม รวมทั้งหัตถกรรม เกษตรกรรม และ พาณิชยกรรม บทบัญญัติดังกล่าวได้ขยายคำว่า อุตสาหกรรม ให้รวมถึงการผลิตในลักษณะ อื่นๆ ด้วย กล่าวคือ ในด้านหัตถกรรม เช่น การผลิตหูกทอผ้าโดยใช้หัตถกรรม เครื่องมือทางเกษตร อาทิ จอบ เสียม และ เครื่องมือกรีดยาง และสิ่งที่นำไปใช้ในด้านพาณิชยกรรม อาทิ อุปกรณ์สื่อสารเพื่อติดต่อซื้อขายสินค้า เป็นต้น

การประดิษฐ์ที่ขอรับสิทธิบัตรไม่ได้

พ.ร.บ. สิทธิบัตรระบุว่า การประดิษฐ์ดัต่อไปนี้ขอรับสิทธิบัตรไม่ได้ คือ

ก. จุลชีพ และส่วนประกอบส่วนใดส่วนหนึ่งของจุลชีพที่มีอยู่ตามธรรมชาติ สัตว์ พืชหรือสารสกัดจากสัตว์ หรือพืช แต่ในกรณีที่มีการสังเคราะห์ขึ้น แล้วได้จุลชีพชนิดใหม่ขึ้นมานั้น กรณีนี้ถือว่าได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายสิทธิบัตรนี้

ข. กฎเกณฑ์และทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ การค้นพบกฎเกณฑ์หรือหลักการที่มีอยู่ตามธรรมชาติไม่ใช่การประดิษฐ์ เช่น กฎเกี่ยวกับแรงโน้มถ่วง กฎเกี่ยวกับความฝืดหลักเกี่ยวกับการบวก ลบ คูณ หาร เป็นต้น กฎเกณฑ์และทฤษฎีดังกล่าวเป็นสิ่งที่บุคคลทุกคนมีสิทธิใช้ได้โดยเสรี ไม่ควรให้ผู้ใดผู้หนึ่งมีสิทธิขาดแต่เพียงผู้เดียว

ค. ระบบข้อมูลสำหรับการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ (Soft Ware) พ.ร.บ. สิทธิบัตรไม่คุ้มครอง ระบบข้อมูลสำหรับการทำงานของคอมพิวเตอร์ หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์(computer programs) เพราะโปรแกรมคอมพิวเตอร์ไม่ใช่ การประดิษฐ์ เนื่องจากไม่ใช่ความคิด เกี่ยวกับการผลิตผลิตภัณฑ์โดยตรง หากแต่มีลักษณะเป็นเพียงวิธีการใช้ผลิตภัณฑ์คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ให้ทำงานตามคำสั่งของผู้ใช้เท่านั้น เทียบได้กับวิธีการใช้เครื่องจักรกลหรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น วิธีการขับรถยนต์ เป็นต้น วิธีการใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายสิทธิบัตร

ง. วิธีวินิจฉัย บำบัด หรือรักษาโรคมนุษย์หรือสัตว์ วิธีการวินิจฉัยบำบัดหรือรักษาโรคมนุษย์สัตว์ โดยแพทย์ เช่นการหาสมมุติฐานของโรคโดยแพทย์ (มิใช่เครื่องมือ) การตัดสินใจว่าจะใช้ยาอะไร ในปริมาณเท่าไรต่อคนไข้แต่ละคนจะไม่ได้รับความคุ้มครอง ตามกฎหมายสิทธิบัตรนี้

จ. การประดิษฐ์ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี อนามัยสวัสดิภาพของประชาชนการประดิษฐ์ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ได้แก่ ซองจดหมายติดระเบิดเมื่อเปิด
ออก อุปกรณ์สำหรับขโมยรถยนต์ วัตถุเคมีสงคราม การประดิษฐ์ที่ขัดต่อศีลธรรมอันดี
ได้แก่ ตุ๊กตายาง เครื่องมือสำเร็จความใคร่ การประดิษฐ์ที่ขัดต่ออนามัยสวัสดิภาพของ
ประชาชน ได้แก่ ยาบ้า ยาม้า เฮโรอีน หรือกรรมวิธีในการผลิตสิ่งเหล่านี้

บุคคลที่มีสิทธิขอรับสิทธิบัตร
  1. ผู้ประดิษฐ์หรือผู้ออกแบบหรือทายาทของบุคคลดังกล่าว ผู้ประดิษฐ์หรือผู้ออกแบบได้แก่ผู้ที่เป็นเจ้า
    ของความคิด และได้ดำเนินการทำให้เกิดการประดิษฐ์หรือการผลิตภัณฑ์ขึ้น จึงเป็นผู้มีสิทธิขอรับ
    สิทธิบัตร อย่างไรก็ตาม ผู้ประดิษฐ์หรือผู้ออกแบบที่จะมีสิทธิขอรับสิทธิบัตรจะต้องมิใช่ลูกจ้าง หรือ
    ผู้รับจ้างตามสัญญาจ้างที่มีวัตถุประสงค์ให้ทำการประดิษฐ์หรือออกแบบ ซึ่งสัญญาจ้างมิได้ระบุให้
    ลูกจ้าง หรือผู้รับจ้างตามสัญญาจ้างที่มีวัตถุประสงค์ให้ทำการประดิษฐ์หรือออกแบบ ซึ่งสัญญาจ้างมิ
    ได้ระบุให้ลูกจ้างหรือผู้รับจ้างเป็นผู้มีสิทธิขอรับสิทธิบัตร และจะต้องมิใช่ข้าราชการหรือพนักงาน
    องค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจที่มีหน้าที่ทำการประดิษฐ์หรือออกแบบเพราะในกรณีดังกล่าว
    นายจ้างหรือผู้ว่าจ้าง หน่วยราชการ องค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเป็นผู้มีสิทธิขอรับสิทธิบัตร
    ในกรณีที่บุคคลหลายคนทำการประดิษฐ์หรือออกแบบร่วมกัน (joint inventors or
    joint creators) บุคคลเหล่านั้นมีสิทธิขอรับสิทธิบัตรร่วมกัน ดังนั้นจึงต้องยื่นขอรับสิทธิบัตร
    ร่วมกันทุกคน เว้นแต่ผู้ประดิษฐ์ร่วมหรือผู้ออกแบบร่วมบางคนจะไม่ยอมร่วมขอรับสิทธิบัตร หรือติดต่
    ไม่ได้ หรือไม่มีสิทธิขอรับสิทธิบัตร เนื่องจากสิทธิขอรับสิทธิบัตรเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งถ้าผู้ประดิษฐ์
    หรือผู้ออกแบบตาย สิทธิดังกล่าวย่อมเป็นมรดกตกทอดไปสู่ทายาทของบุคคลดังกล่าว
  1. นายจ้างหรือผู้ว่าจ้าง หน่วยราชการ องค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ สิทธิขอรับสิทธิบัตรสำหรับการ
    ประดิษฐ์เพื่อการออกแบบ ซึ่งลูกจ้างได้ประดิษฐ์หรือออกแบบขึ้นโดยการทำงานตามสัญญาจ้างหรือ
    โดยสัญญาจ้างที่มีวัตถุประสงค์ให้ทำการประดิษฐ์หรือออกแบบย่อมตกได้แก่นายจ้าง เว้นแต่สัญญาจ้าง
    จะระบุไว้เป็นอย่างอื่นและในกรณีที่แม้สัญญาจ้างจะไม่เกี่ยวข้องกับการประดิษฐ์แต่ลูกจ้างได้ทำการ
    ประดิษฐ์สิ่งหนึ่งสิ่งใดด้วยการใช้วิธีการ สถิติ หรือรายงานซึ่งลูกจ้างสามารถใช้หรือล่วงรู้ได้เพราะการเป็น
    ลูกจ้างตามสัญญาจ้างนั้น สิทธิขอรับสิทธิบัตรก็ย่อมตกเป็นของนายจ้างด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามใน
    กรณีต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ บำเหน็จพิเศษจากนายจ้าง สิทธิที่จะได้รับบำเหน็จพิเศษ
    นี้เป็นสิทธิเด็ดขาด นายจ้างจะเขียนสัญญาตัดสิทธิดังกล่าวของลูกจ้างไม่ได้ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญามี
    สิทธิกำหนดจำนวนบำเหน็จพิเศษ ในกรณีที่ผู้ประดิษฐ์หรือผู้ออกแบบเป็นข้าราชการพนักงานขององค์การ
    ของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ และข้าราชการหรือพนักงานดังกล่าวมีหน้าที่ที่จะต้องทำการประดิษฐ์ หรือออกแบบสิทธิขอ
    รับสิทธิบัตรย่อมตกได้แก่หน่วยราชการองค์การของรัฐ หรือ รัฐวิสาหกิจนั้น โดยข้าราชการ หรือพนักงานซึ่งเป็น
    ผู้ประดิษฐ์หรือผู้ออกแบบนั้นมีสิทธิได้รับบำเหน็จพิเศษ เว้นแต่จะมีระเบียบกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
  1. ผู้รับโอนสิทธิขอรับสิทธิบัตรจากบุคคลอื่น สิทธิขอรับสิทธิบัตรเป็นทรัพย์สินซึ่งอาจโอนให้แก่กันได้ 
    ดังนั้น ผู้ที่มีสิทธิขอรับสิทธิบัตรเช่นผู้ประดิษฐ์ หรือผู้ออกแบบ หรือทายาทของผู้ประดิษฐ์หรือผู้ออกแบบ
    หรือนายจ้าง หรือผู้ว่าจ้าง จึงอาจโอนสิทธิดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่นได้ การโอนสิทธิขอรับสิทธิบัตรต้องทำ
    เป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอนและผู้รับโอน ในกรณีที่ผู้ประดิษฐ์ ร่วมหลายคนเป็นผู้โอน ผู้ประดิษฐ์ร่วม
    ทุกคนต้องลงลายมือชื่อร่วมกัน หากไม่ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ดังกล่าว การโอนย่อมตกเป็นโมฆะ
    บุคคลที่มีสิทธิขอรับสิทธิบัตรทั้ง 3 ประเภทดังกล่าวข้างต้น จะต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย หรือมีสัญชาติของ
    ประเทศที่ยินยอมให้บุคคลสัญชาติไทยขอรับสิทธิบัตรในประเทศนั้นได้

การยื่นขอรับสิทธิบัตร การประดิษฐ์ หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ จะต้องมีเอกสารดังนี้
1. แบบพิมพ์คำขอ (สป/สผ/อสป/001-ก)
2. รายละเอียดการประดิษฐ์หรือคำพรรณาแบบผลิตภัณฑ์แล้วแต่กรณี
3. ข้อถือสิทธิ
4. รูปเขียน (กรณีขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ สามารถใช้ภาพถ่ายได้)
5. บทสรุปการประดิษฐ์ (เฉพาะกรณียื่นขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์)
6. เอกสารประกอบคำขอ เช่น
6.1 เอกสารหลักฐานการแสดงสิทธิในการขอรับสิทธิบัตร
6.2 หนังสือรับรองการแสดงการประดิษฐ์ หรือการออกแบบแล้วแต่กรณี
6.3 หนังสือมอบอำนาจ
6.4 เอกสารรายละเอียดเกี่ยวกับจุลชีพ
6.5 เอกสารการขอนับวันยื่นคำขอในต่างประเทศเป็นวันยื่นคำขอในประเทศไทย
6.6 ต้นฉบับหนังสือรับรองนิติบุคคลที่นายทะเบียนออกให้ไม่เกิน 6 เดือน นับจนถึงวันยื่นขอกรณีเป็นนิติบุคคล

กรณียื่นหลายคำขอในวันเดียวกัน ใช้ต้นฉบับและสำเนาหนังสือรับรองโดยรับรองสำเนาถูกต้องด้วย
ค่าธรรมเนียม
ยื่นคำขอรับสิทธิบัตร 1,000 บาท
แก้ไขเพิ่มเติม 100 บาท
ประกาศโฆษณา 500 บาท
ตรวจสอบการประดิษฐ์ 500 บาท
ออกสิทธิบัตร 1,000 บาท

อายุสิทธิบัตร
- สิทธิบัตรการประดิษฐ์ มีอายุ 20 ปี นับแต่วันยื่นขอรับสิทธิบัตร

*** จะเห็นได้ว่า สินค้าหูแมว หางแมว นั้น ในความเป็นจริงแล้ว 
ไม่สามารถนำมาจดสิทธิบัตรได้เลย
เพราะ
1. ขัดต่อข้อ 1 การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ได้แก่การประดิษฐ์ที่ไม่เป็นงานที่ปรากฎอยู่แล้ว 
นั้นหมายถึง การประดิษฐ์หูแมวนั้น มีมานานเกือบ 10 ปีแล้ว ใส่กันแพร่หลาย ทุกงานจึงไม่มีสิทธิ์ อ้างว่าตนประดิษฐ์ แล้วนำมาจดสิทธิบัตรคุ้มครองเพื่อการค้าได้
2. ขัดต่อข้อ 2 การประดิษฐ์ที่กฎหมายคุ้มครองจะต้องไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ หรือกรรมวิธีที่ง่ายจนเกินไป หรือเป็นสิ่งที่สามารถคิด หรือทำได้โดยง่าย
นั้นหมายถึง หางแมวหูแมวนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้ไอสไตน์มาประดิษฐ์ เด็กป.4 ที่เย็บผ้าได้ (ได้นะ ไม่จำเป็นต้องเก่ง) ก็สามารถเย็บใส่เองได้ ...
สรุป***
การอ้างสิทธิบัตรสินค้าของ Makkuro เป็นเรื่องหลอกลวง และขู่ชาวคอสเพลย์ให้กลัว .ให้หันมาซื้อสินค้าของตนเท่านั้น
แต่มีอีกเรื่องนึงที่พอเป็นไปได้ นั่นคือ เรื่องของลิขสิทธิ์ เรามาดูกัน
ส่วนที่ ๑ งานอันมีลิขสิทธิ์
มาตรา ๖ านอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ ได้แก่ งานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรม นาฏกรรม 
ศิลปกรรม ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง งานแพร่เสียงแพร่ภาพ หรือ    งานอื่นใดใน
แผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะของผู้สร้างสรรค์ ไม่ว่างานดังกล่าวจะแสดงออกโดยวิธี
หรือรูปแบบอย่างใดการคุ้มครองลิขสิทธิ์ไม่คลุมถึงความคิด หรือขั้นตอน กรรมวิธี หรือระบบ หรือวิธีใช้หรือ  
ทำงาน  หรือแนวความคิด  หลักการ  การค้นพบ  หรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์  หรือคณิตศาสตร์
มาตรา ๗ สิ่งต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ (๑)ข่าวประจำวัน และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็นเพียงข่าวสารอันมิใช่งานในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ (๒)รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย (๓)ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง คำชี้แจง และหนังสือตอบโต้ของ กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น (๔)คำพิพากษา คำสั่ง คำวินิจฉัย และรายงานของทางราชการ (๕)คำแปลและการรวบรวมสิ่งต่าง ๆ ตาม (๑) ถึง (๔) ที่กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใด ของรัฐหรือของท้องถิ่นจัดทำขึ้น

ส่วนที่ ๒ การได้มาซึ่งลิขสิทธิ์

มาตรา ๘ให้ผู้สร้างสรรค์เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานที่ตนได้สร้างสรรค์ขึ้น ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้
(๑) ในกรณีที่ยังไม่ได้มีการโฆษณางานผู้สร้างสรรค์ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยหรืออยู่ในราชอาณาจักรหรือเป็นผู้มี สัญชาติหรือ อยู่ในประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการ คุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วยตลอดระยะเวลาหรือ เป็นส่วนใหญ่ ในการสร้างสรรค์งาน นั้น
(๒)ในกรณีที่ได้มีการโฆษณางานแล้ว การโฆษณางานนั้นในครั้งแรกได้กระทำขึ้นในราชอาณาจักรหรือในประเทศที่เป็น ภาคีแห่ง อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย หรือในกรณีที่การโฆษณาครั้งแรกได้กระทำ นอกราชอาณาจักร หรือในประเทศอื่นที่ไม่เป็น ภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย หากได้มีการโฆษณางาน ดังกล่าวในราชอาณาจักรหรือในประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่ง ประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วยภายใน สามสิบวันนับแต่วันที่ได้มีการโฆษณาครั้งแรก หรือผู้สร้างสรรค์เป็นผู้ มีลักษณะตามที่กำหนด ไว้ใน (๑) ในขณะที่มีการโฆษณางาน ครั้งแรกในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย ถ้าผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล นิติบุคคลนั้นต้องเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตาม กฎหมายไทย

มาตรา ๙ งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นในฐานะพนักงานหรือลูกจ้าง ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ให้ลิขสิทธิ์ใน งานนั้นเป็นของผู้สร้างสรรค์ แต่นายจ้างมีสิทธินำงานนั้นออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ตามที่เป็นวัตถุประสงค์ แห่งการจ้างแรงงานนั้น

มาตรา ๑๐ งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้างบุคคลอื่น ให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานนั้น เว้นแต่ผู้สร้างสรรค์และ ผู้ว่าจ้างจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น

มาตรา ๑๑ งานใดมีลักษณะเป็นการดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ โดยได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ให้ผู้ที่ได ดัดแปลงนั้นมีลิขสิทธิ์ในงานที่ได้ดัดแปลงตามพระราชบัญญัตินี้แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ที่มีอยู่ในงานของ ผู้สร้างสรรค์เดิมที่ถูกดัดแปลง

มาตรา ๑๒ งานใดมีลักษณะเป็นการนำเอางานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้มารวบรวมหรือประกอบเข้ากันโดยได้รับ อนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์หรือเป็นการนำเอาข้อมูลหรือสิ่งอื่นใดซึ่งสามารถอ่านหรือถ่ายทอดได้โดยอาศัยเครื่องกลหรืออุปกรณ์อื่นใดมา รวบรวมหรือประกอบเข้ากัน หากผู้ที่ได้รวบรวมหรือประกอบเข้ากันได้รวบรวมหรือประกอบเข้ากันซึ่งงานดังกล่าวขึ้น โดยการคัดเลือก หรือจัดลำดับในลักษณะซึ่งมิได้ลอกเลียนงานของบุคคลอื่นให้ผู้ที่ได้รวบรวมหรือประกอบเข้ากันนั้น มีลิขสิทธิ์ในงานที่ได้รวบรวมหรือ ประกอบเข้ากันตามพระราชบัญญัตินี้แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ ที่มีอยู่ในงาน หรือข้อมูลหรือสิ่งอื่นใดของ ผู้สร้างสรรค์เดิมที่ถูกนำมารวบรวมหรือประกอบเข้ากัน

มาตรา ๑๓ ให้นำมาตรา ๘ มาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ มาใช้บังคับแก่การมีลิขสิทธิ์ตามมาตรา ๑๑ หรือมาตรา ๑๒ โดยอนุโลม

มาตรา ๑๔ กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่นย่อมมีลิขสิทธิ์ใน งานที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยการจ้าง หรือตามคำสั่ง หรือในความควบคุมของตน เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษร


ส่วนที่ ๓ การคุ้มครองลิขสิทธิ์

มาตรา ๑๕ภายใต้บังคับมาตรา ๙ มาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๔ เจ้าของลิขสิทธิ์ย่อมมีสิทธิ แต่ผู้เดียวดังต่อไปนี้
(๑) ทำซ้ำหรือดัดแปลง
(๒) เผยแพร่ต่อสาธารณชน
(๓) ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียง
(๔) ให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น
(๕) อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิตาม (๑) (๒) หรือ (๓) โดยจะกำหนดเงื่อนไข อย่างใดหรือไม่ก็ได้ แต่เงื่อนไขดังกล่าวจะกำหนด ในลักษณะที่เป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรม ไม่ได้
การพิจารณาว่าเงื่อนไขตามวรรคหนึ่ง (๕) จะเป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่ เป็นธรรมหรือไม่ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดใน กฎกระทรวง

มาตรา ๑๖ ในกรณีที่เจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ได้อนุญาตให้ผู้ใดใช้สิทธิตาม มาตรา ๑๕ (๕) ย่อมไม่ตัดสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ที่จะอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธินั้นได้ด้วย เว้นแต่ในหนังสืออนุญาตได้ระบุเป็นข้อห้ามไว้

มาตรา ๑๗ ลิขสิทธิ์นั้นย่อมโอนให้แก่กันได้เจ้าของลิขสิทธิ์อาจโอนลิขสิทธิ์ของตนทั้งหมดหรือแต่บางส่วนให้แก่บุคคลอื่นได้ และจะโอนให้โดยมีกำหนดเวลาหรือตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ก็ได้
การโอนลิขสิทธิ์ตามวรรคสองซึ่งมิใช่ทางมรดกต้องทำป็นหนังสือลงลายมือชื่อ ผู้โอนและผู้รับโอน ถ้าไม่ได้กำหนด ระยะเวลาไว้ในสัญญาโอน ให้ถือว่าเป็นการโอนมีกำหนดระยะเวลา สิบปี

มาตรา ๑๘ ผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ มีสิทธิที่จะแสดงว่าตนเป็นผู้สร้างสรรค์งานดังกล่าว และมีสิทธิที่จะห้ามมิให้ ผู้รับโอนลิขสิทธิ์หรือบุคคลอื่นใดบิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลงหรือทำโดยประการอื่นใดแก่งานนั้นจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือ เกียรติคุณของผู้สร้างสรรค์และเมื่อผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย ทายาทของผู้สร้างสรรค์มีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับตามสิทธิดังกล่าวได้ ตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษร


ส่วนที่ ๔ อายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์

มาตรา ๑๙ ภายใต้บังคับมาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒ ลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลา ห้าสิบปี นับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตายในกรณีที่มีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ร่วม และมีอยู่ ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย
ถ้าผู้สร้างสรรค์หรือผู้สร้างสรรค์ร่วมทุกคนถึงแก่ความตายก่อนที่ได้มีการโฆษณางานนั้น ให้ลิขสิทธิ์ดังกล่าวมีอายุห้าสิบปี นับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก
ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้น ในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก

มาตรา ๒๐งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยผู้สร้างสรรค์ใช้ นามแฝงหรือไม่ปรากฏชื่อผู้สร้างสรรค์ ให้ลิขสิทธิ์มีอายุ ห้าสิบปีนับแต่ได้สร้างงานนั้นขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปี นับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก ในกรณีที่รู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ให้นำมาตรา ๑๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ๒๑ ลิขสิทธิ์ในงานภาพถ่าย โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียงหรืองาน แพร่เสียงแพร่ภาพให้มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้ สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าวให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็น ครั้งแรก

มาตรา ๒๒ลิขสิทธิ์ในงานศิลปประยุกต์ให้มีอายุยี่สิบห้าปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้นแต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่าง ระยะเวลาดังกล่าวให้ลิขสิทธิ์มีอายุยี่สิบห้าปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก

มาตรา ๒๓ ลิขสิทธิ์ในงานที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยการจ้างหรือตามคำสั่งหรือในความควบคุมตาม มาตรา ๑๔ ให้มีอายุห้าสิบปีนับแต่ ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้นแต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าวให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็น ครั้งแรก

มาตรา ๒๔ การโฆษณางานตามมาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ หรือมาตรา ๒๓ อันเป็นการเริ่มนับอายุ แห่งการ คุ้มครองลิขสิทธิ์ หมายความถึง การนำงานออกทำการโฆษณาโดยความยินยอมของเจ้าของลิขสิทธิ์

มาตรา ๒๕ เมื่ออายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ครบกำหนดในปีใด ถ้าวันครบกำหนด อายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ไม่ตรงกับ วันสิ้นปีปฏิทิน หรือในกรณีที่ไม่อาจทราบวันครบกำหนดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ที่แน่นอนให้ลิขสิทธิ์ยังคงมีอยู่ต่อไปจนถึง วันสิ้นปีปฏิทินของปีนั้น

มาตรา ๒๖ การนำงานอันมีลิขสิทธิ์ออกทำการโฆษณาภายหลังจากที่อายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์สิ้นสุดลงไม่ก่อให้เกิดลิขสิทธิ์ใน งานนั้น ๆ ขึ้นใหม่


ส่วนที่ ๕ การละเมิดลิขสิทธิ์

มาตรา ๒๗ การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ โดยไม่ ได้รับอนุญาตตามมาตรา ๑๕ (๕) ให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้กระทำดังต่อไปนี้
(๑) ทำซ้ำหรือดัดแปลง
(๒) เผยแพร่ต่อสาธารณชน

มาตรา ๒๘ การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ หรือสิ่งบันทึกเสียง อัน มีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา ๑๕ (๕) ทั้งนี้ ไม่ว่าในส่วนที่เป็นเสียง และหรือภาพ ให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้กระทำดังต่อไปนี้
(๑) ทำซ้ำหรือดัดแปลง
(๒) เผยแพร่ต่อสาธารณชน
(๓) ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานดังกล่าว

มาตรา ๒๙ การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานแพร่เสียงแพร่ภาพอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราช-บัญญัตินี้โดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา ๑๕(๕) ให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้กระทำดังต่อไปนี้
(๑) จัดทำโสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง หรืองานแพร่เสียงแพร่ภาพทั้งนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน
(๒) แพร่เสียงแพร่ภาพซ้ำ ทั้งนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน
(๓) จัดให้ประชาชนฟังและหรือชมงานแพร่เสียงแพร่ภาพ โดยเรียกเก็บเงินหรือผลประโยชน์อย่างอื่นในทางการค้า

มาตรา ๓๐ การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่โปรแกรมคอมพิวเตอร์อันมีลิขสิทธิ์ตามพระราช-บัญญัตินี้ โดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา ๑๕(๕) ให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้กระทำดังต่อไปนี้
(๑) ทำซ้ำหรือดัดแปลง
(๒) เผยแพร่ต่อสาธารณชน
(๓) ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานดังกล่าว

มาตรา ๓๑ ผู้ใดรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานใดได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของ ผู้อื่น กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานนั้นเพื่อหากำไร ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้กระทำดัง ต่อไปนี้
(๑) ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย ให้เช่า เสนอให้เช่า ให้เช่าซื้อ หรือเสนอให้เช่าซื้อ
(๒) เผยแพร่ต่อสาธารณชน
(๓) แจกจ่ายในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์
(๔) นำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร


มาตรา ๓๒ การกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่นตามพระราชบัญญัตินี้ หากไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงาน อันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์ และไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร มิให้ถือว่า เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ภายใต้บังคับบทบัญญัติในวรรคหนึ่ง การกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ตามวรรคหนึ่ง มิให้ถือว่าเป็น การละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้กระทำดังต่อไปนี้
(๑) วิจัยหรือศึกษางานนั้น อันมิใช่การกระทำเพื่อหากำไร
(๒) ใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง หรือเพื่อประโยชน์ของตนเองและบุคคลอื่นในครอบครัวหรือญาติสนิท
(๓) ติชม วิจารณ์ หรือแนะนำผลงานโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น
(๔) เสนอรายงานข่าวทางสื่อสารมวลชนโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น
(๕) ทำซ้ำ ดัดแปลง นำออกแสดง หรือทำให้ปรากฏ เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาของศาลหรือเจ้าพนักงาน ซึ่งมีอำนาจตามกฎหมาย หรือในการรายงานผลการพิจารณาดังกล่าว
(๖) ทำซ้ำ ดัดแปลง นำออกแสดง หรือทำให้ปรากฏ โดยผู้สอนเพื่อประโยชน์ ในการสอนของตน อันมิใช่การกระทำเพื่อหากำไร
(๗) ทำซ้ำ ดัดแปลงบางส่วนของงาน หรือตัดทอน หรือทำบทสรุปโดยผู้สอน หรือสถาบันศึกษา เพื่อแจกจ่ายหรือจำหน่ายแก่ผู้เรียนในชั้นเรียนหรือในสถาบันศึกษา ทั้งนี้ ต้องไม่เป็นการกระทำเพื่อหากำไร
(๘) นำงานนั้นมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการถามและตอบในการสอบ

มาตรา ๓๓ การกล่าว คัด ลอก เลียน หรืออ้างอิงงานบางตอนตามสมควรจากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ โดยมีการรับรู้ถึง ความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้ปฏิบัติตามมาตรา ๓๒ วรรคหนึ่ง

มาตรา ๓๔ การทำซ้ำโดยบรรณารักษ์ของห้องสมุดซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ หากการทำซ้ำนั้นมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อหากำไร และได้ปฏิบัติตามมาตรา ๓๒ วรรคหนึ่ง ในกรณีดังต่อไปนี้
(๑) การทำซ้ำเพื่อใช้ในห้องสมุดหรือให้แก่ห้องสมุดอื่น
(๒) การทำซ้ำงานบางตอนตามสมควรให้แก่บุคคลอื่น เพื่อประโยชน์ในการ วิจัยหรือการศึกษา

มาตรา ๓๕ การกระทำแก่โปรแกรมคอมพิวเตอร์อันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ หากไม่มีวัตถุประสงค์ เพื่อหากำไรและได้ปฏิบัติตามมาตรา ๓๒ วรรคหนึ่ง ในกรณีดังต่อไปนี้
(๑) วิจัยหรือศึกษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์
(๒) ใช้เพื่อประโยชน์ของเจ้าของสำเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้น
(๓) ติชม วิจารณ์ หรือแนะนำผลงานโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้น
(๔) เสนอรายงานข่าวทางสื่อสารมวลชนโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้น
(๕) ทำสำเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในจำนวนที่สมควร โดยบุคคลผู้ซึ่งได้ซื้อหรือได้รับโปรแกรมนั้นมาจาก บุคคลอื่นโดยถูกต้อง เพื่อเก็บไว้ใช้ประโยชน์ในการบำรุงรักษา หรือป้องกันการสูญหาย
(๖) ทำซ้ำ ดัดแปลง นำออกแสดง หรือทำให้ปรากฏ เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาของศาลหรือเจ้าพนักงาน ซึ่งมีอำนาจตามกฎหมาย หรือในการรายงานผลการพิจารณาดังกล่าว
(๗) นำโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้นมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการถามและตอบในการสอบ
(๘) ดัดแปลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในกรณีที่จำเป็นแก่การใช้
(๙) จัดทำสำเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อเก็บรักษาไว้สำหรับการอ้างอิงหรือค้นคว้าเพื่อประโยชน์ ของสาธารณชน

มาตรา ๓๖ การนำงานนาฏกรรม หรือดนตรีกรรม ออกแสดงเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชนตามความเหมาะสมโดยมิได้จัดทำขึ้น หรือดำเนินการ เพื่อหากำไรเนื่องจากการ จัดให้มีการเผยแพร่ต่อ สาธารณชนนั้น และมิได้จัดเก็บค่าเข้าชมไม่ว่าโดยทางตรง หรือโดยทางอ้อม และนักแสดงไม่ได้ รับค่าตอบแทนในการแสดงนั้น มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ หากเป็นการดำเนินการโดยสมาคม มูลนิธิ หรือองค์การอื่นที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อการสาธารณกุศล การศึกษา การศาสนา หรือการสังคมสงเคราะห์ และได้ปฏบัติตามมาตรา ๓๒ วรรคหนึ่ง

มาตรา ๓๗ การวาดเขียน การเขียนระบายสี การก่อสร้าง การแกะลายเส้น การปั้น การ แกะสลัก การพิมพ์ภาพ การถ่ายภาพ การถ่ายภาพยนตร์ การแพร่ภาพ หรือการ กระทำใด ๆ ทำนอง เดียวกันนี้ซึ่งศิลปกรรมใดอันตั้งเปิดเผยประจำอยู่ในที่สาธารณะ นอกจากงานสถาปัตยกรรม มิให้ถือว่า เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานศิลปกรรมนั้น

มาตรา ๓๘ การวาดเขียน การเขียนระบายสี การแกะลายเส้น การปั้น การแกะสลัก การ พิมพ์ภาพ การถ่ายภาพ การถ่ายภาพยนตร์หรือ การแพร่ภาพซึ่งงานสถาปัตยกรรมใด มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสถาปัตยกรรมนั้น

มาตรา ๓๙ การถ่ายภาพหรือการถ่ายภาพยนตร์หรือการแพร่ภาพซึ่งงานใด ๆ อันมีศิลปกรรมใด รวมอยู่เป็นส่วนประกอบด้วย มิให้ถือว่าเป็นการ ละเมิดลิขสิทธิ์ในศิลปกรรมนั้น

มาตรา ๔๐ ในกรณีที่ลิขสิทธิ์ในศิลปกรรมใดมีบุคคลอื่นนอกจากผู้สร้างสรรค์เป็นเจ้าของอยู่ด้วยการที่ผู้สร้างสรรค์คนเดียวกันได้ทำ ศิลปกรรมนั้นอีกในภายหลังในลักษณะที่เป็นการทำซ้ำบางส่วนกับศิลปกรรมเดิม หรือใช้แบบพิมพ์ ภาพร่าง แผนผัง แบบจำลอง หรือข้อมูล ที่ได้จากการศึกษาที่ใช้ในการทำศิลปกรรมเดิม ถ้าปรากฏว่าผู้สร้างสรรค์มิได้ทำซ้ำหรือลอกแบบในส่วนอันเป็น สาระสำคัญของศิลปกรรมเดิม มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในศิลปกรรมนั้น

มาตรา ๔๑ อาคารใดเป็นงานสถาปัตยกรรมอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ การบูรณะอาคารนั้นในรูปแบบเดิม มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์

มาตรา ๔๒ ในกรณีที่อายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ในภาพยนตร์ใดสิ้นสุดลงแล้ว มิให้ถือว่าการนำภาพยนตร์นั้นเผยแพร่ต่อ สาธารณชนเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในวรรณกรรม นาฏกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ สิ่งบันทึกเสียงหรืองานที่ใช้จัดทำ ภาพยนตร์นั้น

มาตรา ๔๓ การทำซ้ำ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติราชการโดยเจ้าพนักงาน ซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายหรือตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน ดังกล่าวซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ และที่อยู่ในความครอบครองของทางราชการ มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้ปฏิบัติตาม มาตรา๓๒ วรรคหนึ่ง

*** อ่านมาซะยืดยาว

สรุปว่า มันก็ไม่ใช่ สินค้าอีกนะแหละ ลิขสิทธิ์ คุ้มครองงานเขียน วรรณกรรม ศิลปะ ภาพยนตร์ ไม่ได้หมายความถึง สินค้าเลย

*** อีกอัน อันสุดท้ายละ การคุ้มครองทางการค้า

เครื่องหมายการค้า (Trademark)

เครื่องหมายการค้า หรือ ตราสินค้า เปรียบเสมือน "แบรนด์"

ที่เจ้าของสามารถได้รับการคุ้มครองสิทธิความเป็นเจ้าของได้อย่างเต็มที่ 
ในการนำไปใช้ประโยชน์ทางการตลาดและธุรกิจของบริษัทและองค์กรต่าง ๆ

วัตถุประสงค์ของการจดทะเบียน เครื่องหมายการค้า

การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า / ตราสินค้า นั้น แสดงถึงสิทธิและความเป็นเจ้าของของผู้ที่ได้จดทะเบียน ซึ่งจะได้สิทธิประโยชน์คุ้มครองตามกฎหมาย ป้องกันผู้อื่นลอกเลียน ก่อให้เกิดความเสียหายทางธุรกิจ ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ต่าง ๆ ดังนี้

1. เครื่องหมายการค้า ที่จดทะเบียนแล้วจะมีอายุการคุ้มครอง 10 ปี เมื่อครบกำหนดสามารถที่จะต่ออายุได้เป็นคราว ๆ คราวละ 10 ปี
2. มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการใช้เครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าของท่าน
3. มีสิทธิในการทำสัญญาอนุญาตหรือโอนสิทธิ ให้ผู้อื่นใช้เครื่องหมายการค้าของท่าน
4. มีสิทธิฟ้องร้องและเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ ในกรณีที่มีผู้ละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของท่าน

เครื่องหมายการค้า มี 4 ประเภท ดังนี้

1. เครื่องหมายการค้า (Trademark):เป็นเครื่องหมายที่ใช้กำกับสินค้า เพื่อแสดงว่า 
สินค้า ที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างกับ สินค้า ที่ใช้เครื่องหมายของผู้อื่น เช่น AIS, DTAC
2. เครื่องหมายบริการ (Service Mark):เป็นเครื่องหมายที่ใช้กับธุรกิจบริการ
เพื่อแสดงว่า บริการ ที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างกับ บริการ ที่ใช้เครื่องหมายของผู้อื่น เช่น
รูปดอกจำปีของการบินไทย

3.
เครื่องหมายรับรอง (Certification Mark):เป็นเครื่องหมายที่ใช้รับรองคุณภาพ
ในสินค้าหรือบริการของผู้อื่น เช่น เครื่องหมายเชลล์ชวนชิม
4. เครื่องหมายร่วม (Collective Mark): เป็นเครื่องหมายการค้าหรือบริการที่ใช้โดย
บริษัท สมาคม สหกรณ์ สหภาพ สมาพันธ์ หรือรัฐวิสาหกิจ องค์กร์ในกลุ่มเดียวกัน เช่น รูปช้าง
ในตะกร้อของเครือปูนซีเมนต์ไทย

วัตถุประสงค์ของการจดทะเบียน เครื่องหมายการค้า

การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า / ตราสินค้า นั้น แสดงถึงสิทธิและความเป็นเจ้าของของผู้ที่ได้จดทะเบียน ซึ่งจะได้สิทธิประโยชน์คุ้มครองตามกฎหมาย ป้องกันผู้อื่นลอกเลียน ก่อให้เกิดความเสียหายทางธุรกิจ ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ต่าง ๆ ดังนี้
1. เครื่องหมายการค้า ที่จดทะเบียนแล้วจะมีอายุการคุ้มครอง 10 ปี เมื่อครบกำหนดสามารถที่จะต่ออายุได้เป็นคราว ๆ คราวละ 10 ปี
2. มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการใช้เครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าของท่าน
3. มีสิทธิในการทำสัญญาอนุญาตหรือโอนสิทธิ ให้ผู้อื่นใช้เครื่องหมายการค้าของท่าน
4. มีสิทธิฟ้องร้องและเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ ในกรณีที่มีผู้ละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของท่าน

เครื่องหมายการค้า มี 4 ประเภท ดังนี้

1. เครื่องหมายการค้า (Trademark):เป็นเครื่องหมายที่ใช้กำกับสินค้า เพื่อแสดงว่า สินค้า ที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างกับ สินค้า ที่ใช้เครื่องหมายของผู้อื่น เช่น AIS, DTAC
2. เครื่องหมายบริการ (Service Mark):เป็นเครื่องหมายที่ใช้กับธุรกิจบริการ เพื่อแสดงว่า บริการ ที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างกับ บริการ ที่ใช้เครื่องหมายของผู้อื่น เช่น รูปดอกจำปีของการบินไทย

3.
เครื่องหมายรับรอง (Certification Mark):เป็นเครื่องหมายที่ใช้รับรองคุณภาพในสินค้าหรือบริการของผู้อื่น เช่น เครื่องหมายเชลล์ชวนชิม
4. เครื่องหมายร่วม (Collective Mark): เป็นเครื่องหมายการค้าหรือบริการที่ใช้โดยบริษัท สมาคม สหกรณ์ สหภาพ สมาพันธ์ หรือรัฐวิสาหกิจ องค์กร์ในกลุ่มเดียวกัน เช่น รูปช้างในตะกร้อของเครือปูนซีเมนต์ไทย

สงสัยว่าเจ้าของแบรนMakkuro จะเข้าใจผิดระหว่าง เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร และลิขสิทธิ์เสียแล้ว มีหน้ามาด่าคนอื่นว่า จะหัวเส เอาสินค้าไปแอบอ้าง บลาๆๆ ...

ถ้าคุณแอนท์ได้เข้ามาอ่านที่นี่ ก็ขอบอกว่า ชาวคอสไม่ได้โง่นะคะ คุณนะและ จะเอาเรื่องข้อกฎหมายมาข่มขู่ แล้วสุดท้าย ก็พลาดเอง... ..แป้กค่ะแป้ก ไม่มีใครเชื่อคุณหรอก

ก็ให้มันรู้ไปสิคะ ว่าเจ้าพนักงานที่รับจดสิทธิบัตร จะโง่เชื่อเรื่องรับจดของคุณ...

ถึงแม้จะจดได้จริง แต่ชาวคอสก็มีหลักฐานยืนยันว่า สินค้าของคุณไม่ได้คิดใหม่สดซิง และสามารถฟ้องร้องเอาเรื่องได้ด้วย

*******************************************************************************************

อ้างอิง

กรมทรัพย์สินทางปัญญา

ห้องเรียนออนไลน์ อ.สมจิตต์ สันติกุล

Lilypie 1st Birthday PicLilypie 1st Birthday Ticker

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
หะหะหะหะ
คิดได้ไงหนะ
เอาหูแมวไปจดสิทธิบัตรรรร
คนเราน้อออ
คิดได้....
#1  by  [=M e K=] At 2007-04-24 11:51, 
หะหะหะหะ
คิดได้ไงหนะ
เอาหูแมวไปจดสิทธิบัตรรรร
คนเราน้อออ
คิดได้....
#2  by  [=M e K=] At 2007-04-24 11:51, 
หะหะหะหะ
คิดได้ไงหนะ
เอาหูแมวไปจดสิทธิบัตรรรร
คนเราน้อออ
คิดได้....
#3  by  [=M e K=] At 2007-04-24 11:52, 
กำ
ไหงมันออกมา 3 อันหละ
= ="
เพียนไปแล้วคอมช้านนนน
ขอโทษครับ
#4  by  [=M e K=] At 2007-04-24 11:53, 
เออ....น่ะ
คนเรา ทำไปได้ - -
ก่าหูแมวเนี้ยน่ะ
#5  by  `` P i n K A p p l E ™ At 2007-04-24 11:58, 
ตอนรู้ว่าโดนจดสิทธิบัตร ความคิดแรกที่เข้าหัว มันบ้าไปแล้วววว
#6  by  NYAPPY*RAIN(≧∀≦) At 2007-04-24 12:19, 
ตอนแรกที่เห็นกระทู้....คิดว่า.ขนาดนั้นเลยหรอ
คนๆนี้เห็นคอสเพลย์เป็นแหล่งทำมาหากินหรอ(วะ)คะเนี่ย
#7  by  ※ Rokang ※ At 2007-04-24 16:23, 
- - พูดกันอยู่เลยค่ะว่า ดูจากเงื่อนไขแล้วคงจดไม่ได้หรอก
ยกเว้นว่าพนง.จดสิทธิบัตร จะไม่รู้จักพร็อพจำพวกนี้เลย
แต่มันจะเป็นไปได้มั้ย........
#8  by  hikaru At 2007-04-24 23:46, 
ไม่ว่าจะจดได้จริงหรือไม่(แต่ดูแล้วไม่น่าจะได้) คนทำก็เห็นแก่ตัวมากค่ะ
อยากให้คนๆนี้กลับไปทำอาชีพเดิมอย่าได้มายุ่งกับคอสเพลย์เลย

ปล.พี่อุ้มได้ลูกชายเหรอคะ ยินดีด้วยนะคะ
#9  by  Puff!n At 2007-04-25 03:29, 
...ฮะฮะ
#10  by  deathsickle At 2007-04-25 08:27, 
- - เคยเอาข้อกฎหมายทำนองนี้ไปลงในบอร์ดเเคทอยุ่เหมือนกัน
เเต่ยังไม่เยอะเท่าของเจ๊..
ของเจ๊ครบถ้วนในเนื้อหา อ่านเเล้วตาลายมากค่ะ - . -

ปล.น้องไจ่ไจ๋น่าร๊ากเชียวววว
#11  by  [空 -清子] At 2007-04-25 13:32, 
อ่าเรื่องของพี่แอนท์นี่เอง แวะมาโฉบ
#12  by  ^picktan^ At 2007-04-28 06:02, 
อ่านแล้วคล้ายๆกับว่ามี ไอ้ฝรั่งมะกันซักตัวนึงพยายามจะจดลิขสิทธิ์ "หัวโขน" รึ "ส้มตำ" เพื่อที่จะทำส้มตำ ขายแห่งเดียวในโลก
คุโรมาตี้มากๆครับ
#13  by  The T! At 2007-05-01 01:32, 

<< Home


เจ๊อุ้ม
View full profile