เอามาจากเว็บไซท์ http://www.chiangmaiarea1.net/sonor2003/seminar/question.asp?QID=1923
มีประโยชน์ ลองอ่านดู
จากประสบการณ์การดูแลลูกชายสองคน ผมพบว่ามีคำพูด 10 ประโยคเป็นอย่างน้อย ที่พ่อแม่ควรพูดกับลูกบ่อยๆ เพราะมีส่วนกระตุ้นให้ลูกเติบโตเป็นคนดีมีความมั่นคงทางอารมณ์ มีจิตใจแจ่มใสและใฝ่ในทางที่ดี คำพูดเหล่านี้ ได้แก่
1. " พ่อกับแม่รักลูกนะ " เด็กๆ ปรารถนาความรักความอบอุ่นที่พ่อแม่พึงมีให้แก่เขา เด็กที่มีความมั่นใจว่าเป็นที่รักของครอบครัว มักจะเป็นเด็กที่มีอารมณ์ดี มีจิตใจปลอดโปร่งแจ่มใส และมีสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดกว่าเด็กที่มีความเครียด มีภาวะอารมณ์ที่ไม่ปกติ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจาก การไม่ได้รับความรักความอบอุ่นจากพ่อและแม่อย่างเพียงพอนั่นเอง พ่อและแม่จึงควรกล่าวย้ำให้ลูกรู้ และมั่นใจเสมอว่า พ่อแม่รักเขา อาจจะกล่าวทุกวันในเวลาก่อนเข้านอน ในโอกาสพิเศษหรือ หลังจากที่เราลงโทษเขาเมื่อเขากระทำความผิด
ในการกระทำบางอย่างของพ่อแม่อาจทำให้ลูกตีความผิดว่า พ่อแม่รักเขาน้อยลงหรือไม่สนใจเขาแล้ว เช่น เมื่อแม่มีน้องและให้เวลากับน้องมากขึ้น ลูกอาจตีความว่าแม่รักน้องมากกว่า ซึ่งหากปล่อยไป เด็กอาจจะพัฒนากลายเป็นเด็กที่มีใจอิจฉา ไม่ชอบน้อง และอาจกลายเป็นเด็กที่ไม่ชอบแม่ของตนก็เป็นได้ ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหานี้พ่อแม่จึงจำเป็นต้องย้ำให้ลูกๆ รู้เสมอว่าพ่อแม่นั้นรักลูก เพื่อให้ลูกมั่นใจว่า ตนเองยังเป็นคนสำคัญ อันจะช่วยให้จิตใจที่บอบบางของเด็กๆ นั้นมีความมั่นคง ไม่มีความเครียด อันจะช่วยยังผลให้สมองของเด็กได้รับการพัฒนาอย่างเต็มประสิทธิภาพ
ที่สำคัญ แม้ว่าลูกกระทำความผิด ทำตัวไม่น่ารัก ดื้อ ซน เกเร เราก็ไม่ควรพูดขู่ลูกว่า "พ่อ/แม่ไม่รักหนูแล้วนะ" "พ่อ/แม่รักน้องมากกว่าเพราะน้องไม่ดื้อไม่ซน" การพูดเช่นนี้บ่อยๆ ไม่ได้เป็นผลดีกับลูกแม้ว่าจะพูดเล่นก็ตาม เพราะเด็กอาจจะเชื่อตามนั้น และการดื้อการซนของเขานั้น ก็เป็นไปตามวัย ซึ่งต้องการคนที่เข้าใจและคอยให้กำลังใจให้เขาทำดีมากขึ้น มากกว่าที่จะมาต่อว่าซ้ำเติม ในความเข้าใจของเด็กๆ การกระทำเช่นนี้จึงเป็นผลร้ายมากกว่าผลดีในระยะยาว ดังนั้นแม้ลูกจะกระทำผิด และถูกลงโทษ แต่พ่อแม่ก็จำเป็นต้องแสดงความรักและย้ำให้ลูกมั่นใจเสมอว่าพ่อแม่รักเขา ไม่ว่าเขาจะเป็นเช่นไรก็ตาม
2. " สวัสดีลูก วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง " การทักทายลูกเสมอทำให้ลูกรู้ว่าเราใส่ใจในวิถีชีวิตของเขา และเป็นการเปิดโอกาสให้เขาได้พูดคุยสื่อสารกับเราได้ทุกวัน ทำให้เด็กไม่มีความลับกับพ่อแม่ เราควรถามคำถามนี้เสมอด้วยความห่วงใย ไม่ใช่คาดคั้นหาความจริงเพราะจะทำให้เด็กกลัว เมื่อไปทำความผิดมา หากเราถามคำถามนี้ตั้งแต่เขายังเล็ก ก็จะเป็นการฝึกให้เขาพูดกับเราอย่างสม่ำเสมอ และเปิดเผย จะช่วยให้เขาเป็นเด็กที่ไม่เก็บกด กล้าพูดความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง หรือหากเขามีความลับเก็บซ่อนไว้ เราก็จะสามารถสังเกตได้จากสีหน้าท่าทางที่แปลกออกไป เราค่อยๆ พยายามให้เขาเกิดความมั่นใจว่า จะไม่ถูกพ่อแม่ลงโทษและกล้าพูดความจริงออกมาได้
3. " ขอบคุณลูก " เมื่อลูกทำอะไรให้ก็ตาม แม้เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น ช่วยจัดโต๊ะอาหาร ช่วยเก็บรองเท้าเข้าที่ หรือแม้กระทั่งเขาทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเสร็จเรียบร้อย เราไม่ควรลืมที่จะขอบคุณเขา เพราะการกล่าวขอบคุณนั้นจะช่วยให้เด็กรู้สึกภาคภูมิใจว่า มีคนเห็นคุณค่าในสิ่งที่เขาทำ ช่วยให้เด็กเห็นว่าการช่วยเหลือผู้อื่น การรับผิดชอบต่อหน้าที่นั้นเป็นสิ่งดี จะช่วยให้เด็กมีความพยายามทำความดีต่อไป อีกทั้งยังเป็นแบบอย่างให้ลูกเรียนรู้ที่จะขอบคุณผู้อื่นด้วย
4. " ลูกเป็นเด็กดีจริงๆ พ่อแม่ภูมิใจในตัวลูกมาก " เมื่อลูกกระทำสิ่งที่ดีเป็นพิเศษ เช่น เสียสละเวลาหรือทรัพย์สิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น เข้าร่วมกิจกรรมสาธารณะ ได้รับการชมเชย จากคุณครูที่โรงเรียนหรือเชื่อฟังพ่อแม่ไม่ทำบางสิ่งแม้เขาอยากจะทำ ฯลฯ ลูกสมควรได้รับการเห็นคุณค่า และได้รับคำชมเชยจากพ่อแม่อย่างจริงใจ คำชมเชยเป็นเหมือนตัวกระตุ้นให้ลูกมีกำลังใจ และมีความปรารถนาจะกระทำดีมากยิ่งขึ้น ทำให้เขามั่นใจว่าสิ่งที่เขาทำนั้นมีคนสนับสนุน และเป็นการช่วยให้ลูกเห็นว่าการเห็นแก่ตัวเป็นสิ่งที่ไม่น่าภาคภูมิใจ ช่วยให้เขามีความสุข และยินดีที่เสียสละเพื่อผู้อื่นมากยิ่งขึ้นในอนาคต
5. " ขอโทษลูก พ่อ/แม่เป็นคนผิดเอง " การกล่าวขอโทษลูกไม่ใช่สิ่งน่าอาย หรือเสียเกียรติความเป็นผู้ใหญ่ หรือทำให้สูญเสียอำนาจบารมี ลูกๆ จะดูถูกได้ ในทางตรงกันข้าม การกล่าวขอโทษลูกนับเป็นแบบอย่างที่ดีในการสอนลูกให้รู้จักรับผิดชอบ และช่วยลูกยอมรับ ในสภาพความเป็นจริงของมนุษย์ว่า ไม่ว่าใครๆ ก็มีโอกาสที่จะกระทำความผิดพลาดได้ทั้งสิ้น แม้พ่อแม่ซึ่งตนคิดว่า เก่งที่สุดในสายตาของลูกยังทำผิดพลาดได้ ทำให้ลูกกล้าที่จะยอมรับ ความผิดพลาดของตนเอง ไม่อาย หรือกลัวเสียหน้า แต่หากพ่อแม่ไม่เคยขอโทษลูก เมื่อตนเองกระทำความผิด หรือพลั้งเผลอ หรือลืมบางสิ่งบางอย่างไป เช่น นัดกับลูกไว้แล้วมาสาย หรือไม่สามารถไปกับลูกได้เพราะติดงานที่บริษัท แต่กลับทำเฉยๆ ไม่ขอโทษลูก ลูกก็จะรู้สึกบาดเจ็บ ต่อการกระทำของพ่อ เด็กจะเห็นว่าพอไม่ให้ความสำคัญในตัวเขา นอกจากนี้ก็จะทำให้ลูกเลียนแบบ กลายเป็นเด็กที่ขอโทษใครไม่เป็น หรือทำผิดแล้วไม่ยอมรับผิดเมื่อเติบโตขึ้น
6. " ทำ…หรือยังลูก " เด็กๆ มักจะมีแนวโน้มเลือกทำในสิ่งที่ตนเองสนใจ สิ่งที่สนุกสนาน ส่วนเรื่องที่ควรทำหรือเป็นหน้าที่ที่ต้องทำมักจะไม่ใส่ใจเท่าใดดังนั้นพ่อแม่จึงจำเป็นต้องทำหน้าที่เป็น "ผู้ตรวจสอบ" และ "ผู้ควบคุม" ว่าทำสิ่งเหล่านี้หรือยัง เช่น "ทำการบ้านหรือยัง" "ทำตามตารางเวลาประจำวัน ได้ครบถ้วนหรือไม่" "ทำตามที่พ่อหรือแม่บอกหรือยัง" ฯลฯ คำถามเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นให้เด็กรู้ว่า ตนเองมีหน้าที่ที่ควรจะทำนอกเหนือจากการเล่นสนุก หรือทำตามใจตนเอง การพูดเช่นนั้นของพ่อแม่ จะช่วยในการฝึกวินัยให้กับลูก ช่วยให้เขาเป็นคนที่รู้ขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบที่ตนเองต้องทำ และหากไม่ทำก็จะมีพ่อแม่คอยตรวจสอบอยู่
7. " เหตุใดจึงทำเช่นนี้/คิดว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกหรือผิด ดีหรือไม่ดี " เมื่อลูกกระทำสิ่งผิด สิ่งที่ไม่น่าจะทำ เช่น ไม่ทำการบ้าน ทำน้ำหกรดพื้นบ้านแล้วไม่ยอมเช็ด หยิบของที่ไม่ใช่ของตนไปใช้ โดยไม่ขออนุญาติ ทะเลาะกับพี่น้อง ฯลฯ แทนที่จะลงโทษลูกเลย เราควรเรียกเขามาสอบถามเหตุผลว่า เหตุใดจึงทำเช่นนั้น เป็นการสอนให้รู้จักใช้เหตุผล รู้จักวินิจฉัยและประเมินการกระทำของตนเองว่า ดีหรือไม่ สมควรทำหรือไม่ เพื่อให้เขาเรียนรู้ที่จะกระทำอย่างมีเหตุผลที่ถูกต้องมากขึ้นในครั้งต่อๆ ไป
8. " มาทำ…กันเถอะ " การชักชวนให้ลูกทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น การปลูกต้นไม้ การล้างรถ การทำอาหาร การเก็บผ้า การอ่านหนังสือ การคิดเงินค่าใช้จ่ายภายในบ้านประจำเดือน หรือทำกิจกรรมใดๆ ก็ตามที่พ่อแม่ทำอยู่เป็นกิจวัตรประจำวันอยู่แล้ว เป็นการพยายามให้ลูก มีส่วนร่วมในการเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ซึ่งจะทำให้เด็กรู้สึกภาคภูมิใจที่มีโอกาสรับผิดชอบ และแสดงความเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ไม่ใช่เป็นคนที่ถูกกันออกมาไม่ให้รับรู้หรือมีส่วนร่วมใดๆ กับครอบครัวเลย การพยายามให้ลูกมีส่วนร่วมในการเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเช่นนี้ จะช่วยให้เด็กเรียนรู้จักความรับผิดชอบต่อครอบครัว และจะเป็นผลดีให้เขาเรียนรู้ที่จะมีส่วนร่วมในสังคม ที่มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น เช่น โรงเรียน ชุมชน ต่อไปในอนาคต
9. " คิดถึงลูกจังเลย " หากเราต้องจากลูกไปหลายๆ วัน ควรมีการสื่อสารถึงกันเสมอ เพื่อให้ลูกไม่รู้สึกเหงาหรือเข้าใจผิดว่าถูกทอดทิ้ง เช่น เราส่งลูกไปเข้าค่ายเยาวชน หรือเราคิดธุระต้องส่งลูกไปพักอยู่กับญาติเป็นการชั่วคราว เราควรจะย้ำความรู้สึกที่ว่า เราไม่ได้ทิ้งลูกหรือต้องการให้ลูกไปอยู่กับคนอื่น ด้วยการกล่าวให้ลูกมั่นใจว่าพ่อแม่คิดถึงลูกเสมอ
10. " ลูกรู้มั้ย ลูกเป็นคนสำคัญของพ่อและแม่ " ในโอกาสพิเศษ เช่น วันเกิดของลูก วันเกิดของพ่อหรือแม่ และวันสำคัญอื่นๆ ของครอบครัว หรือในวันที่ลูกรู้สึกหดหู่ท้อแท้ใจ ถูกตำหนิจากเพื่อนที่โรงเรียนรู้สึกว่าตนเองด้อยความสามารถหรือไม่มีค่า วันเหล่านี้เป็นวันดี ที่พ่อแม่จะกล่าวย้ำให้ลูกเกิดความภาคภูมิใจว่าเขาเป็นคนสำคัญของพ่อและแม่ เป็นคนที่มีคุณค่า เด็กก็จะรู้สึกภาคภูมิใจและมีความนับถือตัวเองมากขึ้น ซึ่งการสร้างความภาคภูมิใจให้ลูกเป็นสิ่งที่สำคัญ พ่อแม่ต้องสร้างความนับถือตัวเองให้แก่ลูก โดยไม่ขึ้นอยู่กับว่าเขามีรูปร่างหน้าตาอย่างไร หรือคนภายนอกหรือค่านิยมสังคมจะตีคุณค่าเขาอย่างไร เด็กก็จะเติบโตขึ้นอย่างมีความมั่นคงในจิตใจ และมีความมั่นใจในตนเอง ส่งผลให้สามารถดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขและไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้